มูลนิธิส่งเสริมยุวเกษตรกรไทยในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ย่อว่า มสยท. ภาษาอังกฤษ คือ THAI YUWA KASETKORN PROMOTION FOUNDATION UNDER THE ROYAL PATRONAGE OF HRH PRINCESS MAHACHAKRI SIRINDHORN ย่อว่า TYPF

เครื่องหมายของมูลนิธิ คือ ใบโคลบเวอร์สีเขียว และอักษร “ ก ” สีขาวบนกลีบทั้ง ๔ ล้อมรอบด้วยวงกลมมีคำว่า มูลนิธิส่งเสริมยุวเกษตรกรไทยในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และ THAI YUWA KASETKORN PROMOTION FOUNDATION UNDER THE ROYAL PATRONAGE OF HRH PRINCESS MAHACHAKRI SIRINDHORN และมีพระนามาภิไธยย่อ “ ส.ธ. ” ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กลางใบโคลบเวอร์ภายในวงกลม

สำนักงานของมูลนิธิฯ ตั้งอยู่ที่ ๒๑๔๓ / ๑ ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ๑๐๙๐๐

 

ประวัติมูลนิธิฯ

ความเป็นมา (ก่อนจะมาเป็นมูลนิธิฯ)

ยุคก่อกำเนิดเกิดมูลนิธิฯ ( ๒๕๒๓ ) : กรมส่งเสริมการเกษตร จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๐ ตามพระราชบัญญัติ ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ( ฉบับที่ ๔ ) พ.ศ. ๒๕๑๐ และได้รับโอนงาน ยุวเกษตรกร ( ยุคนั้นเรียกว่ายุวกสิกร ) มาจากกรมกสิกรรม เข้ามาอยู่ในสังกัดกองพัฒนาการบริหารงานเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร สำหรับการก่อกำเนิดมูลนิธิส่งเสริมยุวเกษตรกรไทยนั้น จากการศึกษาเอกสารย้อนหลังกลับไป ๓๐ ปี พบว่า มูลนิธิส่งเสริมยุวเกษตรกรไทย ได้เริ่มก่อกำเนิดเกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๒๓ ในช่วงที่ ดร.ยุกติ สาริกะภูติ เป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร โดยมีเหตุผลสำคัญ ๒ ประการ คือ

  • กรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานยุวเกษตรกรมีงบประมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการในการขยายกิจการของกลุ่มยุวเกษตรกร ซึ่งนับวันจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
  • การประกอบอาชีพทางการเกษตร ซึ่งยุวเกษตรกรที่ได้รับการฝึกปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตร และส่งต่อเข้ารับการฝึกอาชีพในฟาร์ม ตามโครงการพัฒนาอาชีพยุวเกษตรกร โดยได้รับความอนุเคราะห์จากส่วนราชการ และภาคเอกชน ที่รับสมาชิกยุวเกษตรกรเข้าฝึกงาน เมื่อฝึกจบมาแล้วไม่มีเงินทุนเริ่มต้นในการประกอบอาชีพตามที่ได้รับการฝึกฝนมาแล้ว

จากเหตุผลดังกล่าว กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้จัดตั้ง “ กองทุนส่งเสริมยุวเกษตรกร ” เพื่อจัดหาเงินทุนให้สมาชิกยุวเกษตรกรกู้ยืมไปประกอบอาชีพ โดยคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๒ ( ส่งคืนเงินกู้ยืมพร้อมดอกเบี้ยกลับคืนเข้ากองทุน ) และดำเนินการจัดตั้งมูลนิธิฯ ขึ้น เพื่อดำเนินงานในรูปของนิติบุคคล เพื่อให้เป็นสถาบันหลักในการประสานงานการขอรับความช่วยเหลือจากภาคเอกชนทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ซึ่งสนใจให้ความช่วยเหลือในด้านการพัฒนาเยาวชนในชนบท ( ซึ่งก็คือลูกหลานของเกษตรกร ) โดยกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นผู้สนับสนุนช่วยเหลือในรูปของเลขานุการ และการติดต่อประสานงานทั่วไป อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้มอบหมายให้ฝ่ายยุวเกษตรกร กองพัฒนาการบริหารงานเกษตร ซึ่งมี นายอนันต์ ดาโลดม ผู้อำนวยการกองพัฒนาการบริหารงานเกษตร เป็นผู้รับผิดชอบ และเป็นหน่วยงานหลักของกรมส่งเสริมการเกษตร ในการจัดหาเงินทุนเพื่อดำเนินการจัดตั้งมูลนิธิฯ ด้วย ซึ่งต่อมาได้ดำเนินการจัดหาเงินทุนโดยได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายต่างๆในเบื้องต้น เป็นจำนวนเงิน ๑๕๕,๗๙๑.๓๗ บาท ( หนึ่งแสนห้าหมื่นห้าพันเจ็ดร้อยเก้าสิบเอ็ดบาทสามสิบเจ็ดสตางค์ )  โดยได้นำไปใช้เป็นทุนจดทะเบียนมูลนิธิฯ จำนวน  ๑๐๐,๐๐๐  บาท ( หนึ่งแสนบาทถ้วน )  ซึ่งเงินจำนวนนี้ ถือเป็นเงินทุนเริ่มแรกตามตราสารการขอจดทะเบียน “ มูลนิธิส่งเสริมยุวเกษตรกรไทย ” จึงเป็นเงินฝากประจำที่ห้ามถอนออกมาใช้ ( ยกเว้นดอกผลอันเกิดจากเงินฝากนี้เท่านั้น )  ส่วนเงินที่เหลือ จำนวน ๕๕,๗๙๑.๓๗  บาท  ได้นำฝากธนาคารประเภทเผื่อเรียกสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่างๆ ของมูลนิธิฯ ซึ่งได้รับการอนุญาตให้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลจากกระทรวงมหาดไทย ตามนัยหนังสือที่ มท.๐๓๑๓ / ๑๗๑๗๙ ลงวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๒๓ โดยมีกรรมการบริหารมูลนิธิฯ ชุดเริ่มแรก จำนวน ๑๑ คน ดังนี้

นายยุกติ สาริกะภูติ (ประธานกรรมการ) นายพิสิษฐ์ ศศิผลิน (รองประธานกรรมการ) นายทวีศักดิ์ เสสะเวช นายณรงค์ มีนะนันท์ ศาสตราจารย์ระพี สาคริก นายสุจินต์ ไฝ่เจริญ นายประพาศ ลิมประพันธ์ นายสว่าง จารุศร นายสมบัติ วงศ์พรหมเมฆ (กรรมการ) นายชวลิต ชื่นพันธุ์  (เหรัญญิก) และนายไพศาล อนุศาสนนันท์ (เลขานุการ)

ยุคเริ่มต้นก้าวเดินเจริญก้าวหน้า ( ๒๕๒๓ – ๒๕๔๐ ) ภายหลังจากการได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลแล้ว คณะกรรมการมูลนิธิฯ ชุดเริ่มแรก จำนวน ๑๑ คน ได้จัดประชุมครั้งที่ ๑ / ๒๕๒๓  เมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๒๓ ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกของมูลนิธิฯ นายยุกติ สาริกะภูติ ประธานกรรมการ (ซึ่งเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรในขณะนั้น) ได้แจ้งให้คณะกรรมการมูลนิธิฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารของกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนการดำเนินงาน และเห็นว่า  ศาสตราจารย์ระพี สาคริก เป็นผู้ที่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมูลนิธิฯ โดยให้นายอนันต์  ดาโลดม ผู้อำนวยการกองพัฒนาการบริหารงานเกษตร เป็นกรรมการ และเลขานุการ แทนนายไพศาล  อนุศาสนนันท์ ซึ่งย้ายไปรับตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเกษตรภาคตะวันออก และให้นายปวิต  ถมยาวิทย์ หัวหน้าฝ่ายยุวเกษตรกร เป็นกรรมการ และผู้ช่วยเลขานุการ พร้อมกับทำหน้าที่รักษาการผู้อำนวยการมูลนิธิฯ ด้วย ต่อมามูลนิธิฯ ได้รับเงินสนับสนุนจากยูเสด (Usaid) จำนวน ๓,๒๐๕,๐๐๐ บาท  (สามล้านสองแสนห้าพันบาทถ้วน) โดยกำหนดให้เป็น เงินกองทุนยุวเกษตรกรมประจำจังหวัด จังหวัดละ  ๒๕๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน จำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สุราษฏร์ธานี ราชบุรี นครปฐม และประจวบคีรีขันธ์) ส่วนที่เหลือ จำนวน ๒,๒๐๕,๐๐๐ บาท เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ระยะเวลา ๓๐ เดือน ตามโครงการความร่วมมือในการพัฒนายุวเกษตรกรของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมี Dr.R.William Seiders ซึ่งเป็นผู้แทนของ 4 – H Council แห่งสหรัฐอเมริกา เดินทางมาประจำปฏิบัติงานร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งในช่วงระยะเวลาดังกล่าวกิจการของมูลนิธิฯ เจริญก้าวหน้าเป็นอย่างมาก  โดยมูลนิธิฯ ได้ร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตร พัฒนากิจกรรมงานด้านพัฒนายุวเกษตรกร อย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง โดยเฉพาะกิจกรรม “ กองทุนส่งเสริมยุวเกษตรกร ” ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดตั้งขึ้นก่อนการจัดตั้งมูลนิธิฯ เพื่อให้สมาชิก และกลุ่มยุวเกษตรกรได้ยืมไปเป็นทุนในการประกอบอาชีพทางการเกษตร  หรือ เคหกิจเกษตรขนาดย่อม ซึ่งประสบผลสำเร็จมาก (ต่อมาได้มอบให้มูลนิธิฯ ดูแลกองทุนฯ ดังกล่าว และ ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ กองทุนพัฒนายุวเกษตรกร ” ต่อมาคณะกรรมการมูลนิธิฯ พิจารณาเห็นว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี ทรงสนพระทัยงานพัฒนาเยาวชนมาก และทรงพระปรีชาสามารถอย่างยิ่ง จึงได้ขอพระราชทานนำมูลนิธิฯ เข้าอยู่ในพระราชูปถัมภ์ของพระองค์ท่าน เพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นหลักชัยให้แก่มูลนิธิฯ และสมาชิกยุวเกษตรกร รวมทั้งการถวายพระราชกิจบางประการเพื่อให้ทรงมีความเกี่ยวข้องกับมูลนิธิฯ และต่อมาสำนักราชเลขาธิการได้แจ้งให้ทราบ ตามหนังสือที่  รล. ๐๐๐๔ / ๗๐๘๙ ลงวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๒๔ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับมูลนิธิฯ ไว้ในพระราชูปถัมภ์ ตั้งแต่วันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๒๔ เป็นต้นมา และต่อมาได้พระราชทานพระราชานุญาตให้อัญเชิญอักษรพระนามาภิไธย “ ส.ธ.” มาประดิษฐานเป็นเครื่องหมายของมูลนิธิฯ ตั้งแต่วันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๒๕ เป็นต้นมา

ภายหลังจากที่มูลนิธิฯ ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้อยู่ในพระราชูปถัมภ์ฯ และได้พระราชทานพระนามาภิไธย “ส.ธ.” แล้ว มูลนิธิฯ จึงได้ยื่นเรื่องต่อนายทะเบียนเพื่อขออนุญาตจดทเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อ และเครื่องหมายใหม่ และได้รับอนุญาติจจากนายทะเบียน ตามนัยหนังสือที่ มท. ๐๓๑๓ / ๑๖๒๖๗  ลงวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๒๕ โดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นนายทะเบียน ได้รับจดทะเบียนการเปลี่ยนแปลงชื่อ และเครื่องหมายของมูลนิธิฯ ( ตามแบบ ม.น.๒ ) เป็น “ มูลนิธิส่งเสริมยุวเกษตรกรไทยในพระราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ” ตามเลขทะเบียนลำดับที่  ๑๓๘๑ ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๒๕ เป็นต้นมา

มูลนิธิฯ ได้ร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินกิจกรรมการพัฒนางานด้านยุวเกษตรกร ตั้งแต่เริ่มจัดตั้งมูลนิธิฯ ในปี พ.ศ. ๒๕๒๓  เป็นต้นมา จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๔๐ โดยมีความเจริญก้าวหน้ามาอย่างต่อเนื่องยาวนานนับเป็นเวลากว่า ๒๐ ปี

ดร.ยุกติ สาริกะภูติ เป็นประธานมูลนิธิฯ คนแรก และศาสตราจารย์ระพี สาคริก เป็นบุคคลภายนอกคนแรกที่ได้รับเชิญให้เป็นประธานมูลนิธิฯ ต่อจาก ดร.ยุกติ สาริกะภูติ โดยทั้งสองท่าน ได้แสวงหาบุคคลภายนอกกรมส่งเสริมการเกษตรเข้ามาร่วมเป็นกรรมการมูลนิธิฯ หลายท่าน เช่น นายประพาส ลิมประพันธุ์ นายสุจินต์ ไฝ่เจริญ นายสว่าง จารุศร นายจำลอง โต๊ะทอง นายมงคล กีพานิช  นายชูศักดิ์ หิมะทองคำ นายประยูร จรรยาวงศ์ นายสุรใจ ศิรินุพงศ์ และนายอนุพงษ์ เชี่ยวชาญวลิชกิจ เป็นต้น

ประธานมูลนิธิฯ ในยุคต่อๆมาก็ได้แสวงหาบุคคลภายนอกเข้ามาร่วมเป็นกรรมการมูลนิธิฯ หลายท่าน เช่น นายจินดา ยิมเรวัต นายชัยรัตน์ คำนวณ นายวิเวก ปางวุฒิพงษ์ คุณหญิงลลิลทิพย์ ธารวณิชกุล คุณหญิง สุมาลี จาติกวนิช นายสถาปัตย์ ปรีดา นางวรรณงาม ศรีเฟื่อมฟุ้ง นายประวิทย์ โรจนเพียรสถิต นายปิยะ ภิรมย์ภักดี นายแสดง สิงหะวาระ นายพิษณุ จงสถิตวัฒนา นางศรีกมลฉัตร บุญพระร่วง นางศรีศักดิ์ ไทยอารี ดร.ประทีป วีระพัฒนนิรันดร์ และดร.กล้า สมตระกุล เป็นต้น

ยุคทรงตัวจนเกือบทรุด (๒๕๔๐- ๒๕๔๘) ช่วงระหว่างปี ๒๕๔๐- ๒๕๔๘ กิจกรรมการพัฒนายุวเกษตรกรของกรมส่งเสริมการเกษตรแผ่วเบาลง อันเนื่องมาจากภาวะวิกฤตทางด้านงบประมาณที่ได้รับ ลดน้อยลงตามลำดับอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมทางด้านยุวเกษตรกรจึงเกิดการสะดุด อยู่ในอาการทรงเกือบทรุด  ผู้บริหารระดับนโยบาย และเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานทางด้านยุวเกษตรของกรมส่งเสริมการเกษตรเปลี่ยนแปลงบ่อย รวมทั้งกรรมการมูลนิธิฯ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจำนวนหลายคนหมดวาระในการดำรงตำแหน่ง โดยไม่ได้กลับเข้ามาร่วมเป็นกรรมการอีก คณะกรรมการมูลนิธิฯ ชุดต่อๆมาจึงเป็นบุคคลในกรมส่งเสริมการเกษตร ( เสียเป็นส่วนใหญ่ ) ประกอบกับการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของมูลนิธิฯที่ผ่านมาทั้งหมด  ต้องอาศัยทั้งบุคลากร และงบประมาณของกรมส่งเสริมการเกษตร ดังนั้นสภาพการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวจึงเป็นไปตามยถากรรม

ยุคก้าวหน้าแบบพึ่งพาตนเอง ( ๒๕๔๙ – ปัจจุบัน ) ต่อมาในช่วงกลางปี ๒๕๔๙ ได้มีการจัดประชุมคณะกรรมการมูลนิธิฯ เพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์ดำเนินงานของมูลนิธิฯ อย่างจริงจัง โดยมุ่งเน้นการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน คณะกรรมการมูลนิธิฯ เห็นชอบให้ดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์อย่างเร่งด่วน รวม ๓ ด้าน คือ

  • ยุทธศาสตร์ด้านบุคลากร ( มูลนิธิฯ จะต้องมีบุคลากรเป็นของมูลนิธิฯ เอง แทนการพึ่งพาข้าราชการของกรมส่งเสริมการเกษตร โดยการสรรหาจากบุคคลภายนอก และทำงานเต็มเวลา )
  • ยุทธศาสตร์ด้านทรัพยากร ( มูลนิธิฯ จะต้องมีงบประมาณดำเนินงานของมูลนิธิฯ เอง แทนการพึ่งพางบประมาณของกรมส่งเสริมการเกษตร )
  • ยุทธศาสตร์ด้านการดำเนินงานโครงการ ( มูลนิธิฯ จะต้องจัดทำโครงการต่างๆ ขึ้นมาเอง เพื่อให้การสนับสนุนกิจกรรมการพัฒนางานทางด้านยุวเกษตรกรของกรมส่งเสริมการเกษตร และร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน ในการการพัฒนาเด็ก และเยาวชนทั่วไปด้วย )

จากแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวข้างต้น มูลนิธิฯ จึงได้เริ่มดำเนินการสรรหาผู้อำนวยการมูลนิธิฯ ใหม่อย่างจริงจัง แทนผู้อำนวยการมูลนิธิฯ คนปัจจุบัน ซึ่งเป็นข้าราชการของกรมส่งเสริมการเกษตร โดยผู้อำนวยการมูลนิธิฯ คนใหม่ เป็นอดีตข้าราชการกรมส่งเสริมการเกษตร และมีความเข้าใจในบริบทต่างๆ  เกี่ยวกับงานของกรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้เข้ามาจัดทำแผนการดำเนินงาน และโครงการต่างๆ รวมทั้งการจัดหาบุคลากร และงบประมาณจากแหล่งทุนภายนอกสำหรับการดำเนินงานมูลนิธิฯ โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ เพื่อปูพื้นฐานในการพัฒนาองค์กร – พัฒนาคน – พัฒนางาน เป็นการทำพร้อมกันไป ทั้ง ๓ ด้าน และได้เริ่มแผนการทำงานเชิงรุกอย่างจริงจังนับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นต้นมา โดยการจัดทำโครงการสโมสรต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาสปีมหามงคล ๘๐ พรรษา  และทรงเจริญพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๘๔ พรรษา ( เป็นโครงการต่อเนื่อง ๔ ปี ) ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และธนาคารออมสิน    โดยนำโครงการดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ( รัฐบาล ฯพณฯ นายสมัคร สุนทรเวช ) เพื่อสร้างยุวเกษตรกรต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียง และต่อมาในปี ๒๕๕๓ ซึ่งเป็นปีครบรอบสามทศวรรษการทรงงานการพัฒนาเด็ก และเยาวชนในถิ่นทุรกันดารของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มูลนิธิฯ จึงได้มุ่งเน้นการจัดทำโครงการพัฒนาเพื่อสนองพระราชดำริฯ และพระราชประสงค์ฯ เป็นสำคัญ คือ โครงการสนับสนุนกิจกรรมการเกษตร และโภชนาการโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนฯ และโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างทางเลือกอาชีพแก่เด็กนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนฯ รวมทั้ง ได้ร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตร จัดทำโครงการความร่วมมือในการเสริมสร้างศักยภาพและพัฒนากลุ่มยุวเกษตรกรฯ และกิจกรรมอื่นๆ โดยใช้งบประมาณดำเนินการปีละประมาณ ๑๐ – ๑๕ ล้านบาท

 

ความเป็นไป (สู่อนาคตที่มั่นคง และยั่งยืน)

นโยบายของคณะกรรมการมูลนิธิฯ ชุดที่ ๑๕ ( ๒๕๕๓ – ๒๕๕๕ ) : กำหนดแนวทางให้มูลนิธิฯ สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยืน โดยการทำสัญญาจ้างผู้อำนวยการมูลนิธิฯ อย่างเป็นทางการ เพื่อกำหนดแผนยุทธศาสตร์การดำเนินงานต่างๆ รวมทั้งการพัฒนาที่ดินของมูลนิธิฯ ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ และฝึกอบรมเด็กและเยาวชนร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร ( ศูนย์ส่งเสริมเยาวชนเกษตรท่าม่วง ) โดยการจัดทำแปลงเรียนรู้และฝึกปฏิบัติที่มุ่งเน้นทางด้านการเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นสำคัญ ตลอดจนการแสวงหาพันธมิตรในการดำเนินงานพัฒนาเด็ก และเยาวชนร่วมกับมูลนิธิฯ รวมทั้งได้มีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของมูลนิธิฯ เพื่อให้ครอบคลุมมิติต่างๆ ในการพัฒนาเด็ก และเยาวชน ครอบครัว ชุมชน และสังคม  ตลอดจนนำมูลนิธิฯ เข้าจดทะเบียนเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติฯ และอื่นๆ

การแสวงหาพันธมิตรร่วมงานเพื่อเสริมสร้างพลังแห่งความร่วมมือ : มูลนิธิฯได้กำหนดแนวทางความร่วมมือในการขยายขอบเขตการทำงานกับหน่วยงานต่างๆ เพิ่มเติมนอกเหนือจากกรมส่งเสริมการเกษตร และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อแสวงหาพันธมิตร และภาคีร่วมในการทำวานพัฒนาเด็กและเยาวชน  โดยเฉพาะลูกหลานของเกษตรกร หมายรวมถึงสมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกร ซึ่งภาคีความร่วมมือดังกล่าวมีทั้งภาครัฐ และเอกชน และสถาบันการเงิน เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์  กระทรวงศึกษาธิการ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ( มูลนิธิอาจารย์จำเนียร สาระนาถ ) มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ( ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนป๋วย อึ้งภากรณ์ ) ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ ( มูลนิธิชัยพัฒนา ) ศูนย์การเรียนรู้คุณธรรมเพื่อเศรษฐกิจพอเพียง สมาคมศูนย์พัฒนาเยาวชน ( วาย.พี.ดี.ซี. ) สมาคมยุวเกษตรกรสากลแห่งประเทศไทย ( IFYE Thailand ) เป็นต้น

สถานภาพของมูลนิธิฯในปัจจุบัน

มูลนิธิฯ ได้รับการประกาศให้เป็น องค์กรสาธารณกุศล ลำดับที่ ๑๒๖ ตามประกาศกระทรวงการคลังว่าด้วยภาษีเงินได้ และภาษีการค้า ฉบับที่ ๕๙ ลงวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ และได้รับการจดทะเบียนรับรองเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ ทะเบียนเลขที่ ๑๐๕๕ ลงวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๐ จากคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ ตามความในมาตรา ๓๔ แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๖ และต่อมาในปี ๒๕๕๔ มูลนิธิฯ ได้ยื่นขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อ และข้อบังคับต่อนายทะเบียนใหม่อีกครั้ง โดยขอเปลี่ยนแปลงชื่อใหม่ให้ถูกต้อง คือ “ มูลนิธิส่งเสริมยุวเกษตรกรไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ” และในปี พ.ศ. ๒๕๕๙ ได้ขอแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของมูลนิธิฯ เพื่อให้ครอบคลุมกิจกรรม และกลุ่มเป้าหมายโดยสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน

THAI YOUNG FARMER

มูลนิธิส่งเสริมยุวเกษตรกรไทยในพระราชูปถัมภ์
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

2143/1 กรมส่งเสริมการเกษตร (ชั้น 3)
ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร
กรุงเทพฯ 10900

Contact

Tel. 091-120-4757 คุณสาธิดา อาจคำพันธุ์

Follow Us

Subscribe

Enter your email and we’ll send you latest information and plans.