มูลนิธิส่งเสริมยุวเกษตรกรไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย และฟ้าประทานฟาร์ม อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา มีความประสงค์ที่จะสร้างเกษตรกรต้นแบบ ภายใต้โครงการ New Gen Farmer โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาเยาวชน อายุระหว่าง 15 – 30 ปี ที่มีความประพฤติดี และมีความรักอาชีพการเกษตร มารับการฝึกอบรมโดยเน้นภาคปฏิบัติ เพื่อที่จะสามารถเป็นต้นแบบให้แก่ผู้ที่สนใจและมีความประสงค์จะเข้ามาสู่อาชีพการเกษตร สามารถนำไปเป็นแบบอย่างในการเริ่มต้นอาชีพการเกษตรต่อไปได้

ดร.อนันต์  ดาโลดม  นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย และที่ปรึกษาฟ้าประทานฟาร์ม ได้ทำการคัดเลือกเยาวชนอายุระหว่าง 15 – 30  ปี ไม่จำกัดเพศ  สถานภาพโสด ไม่อยู่ระหว่างการศึกษาในระบบโรงเรียน หรือสถาบันการศึกษาใด ๆ ที่สำคัญคือ อยู่ในครอบครัวเกษตรกร เป็นผู้ที่รักในอาชีพการเกษตร มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะประกอบอาชีพเกษตรกร และมีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอวังน้ำเขียว จำนวน 7 คนเข้าร่วมโครงการ

ระยะเวลาของโครงการ  3  ปี แบ่งออกเป็น  3  ระยะ  โดยปีที่ 1  เป็นการ เรียนรู้ทฤษฎี และฝึกปฎิบัติ โดยเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะต้องเรียนรู้ภาคทฤษฎีเกี่ยวกับชนิดพืชต่าง ๆ ที่มีอยู่ในฟ้าประทาน ฟาร์ม  เรียนรู้เกี่ยวกับ ดิน  น้ำ  ปุ๋ยเคมี  ปุ๋ยอินทรีย์  ปุ๋ยชีวภาพ  โรค-แมลงศัตรูพืช  การแปรรูปผลผลิตการเลี้ยงไก่ไข่ทั้งนี้เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะต้องฝึกปฏิบัติงานพร้อมกับพี่เลี้ยงตามกิจกรรมต่าง ๆ (แปลงพืช) หมุนเวียนไปในแต่ละพืช  รวมทั้งการแปรรูปผลผลิต และการเลี้ยงไก่ไข่

ปีที่ 2  ปฏิบัติจริง  เยาวชนผู้เข้าร่วมโครงการต้องนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากการฝึกปฏิบัติในปีที่ 1  ไปปฏิบัติจริงในแปลงของฟ้าประทาน ฟาร์ม  โดยเลือกกิจกรรมตามความสนใจของตนเอง (เลือกได้มากกว่า 1 กิจกรรม) ขณะเดียวกันสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทยจะประสานกับฟาร์มที่ประสบความสำเร็จในจังหวัดต่าง ๆ เพื่อให้เยาวชนเหล่านี้ได้มีโอกาสไปศึกษาดูงาน

ปีที่ 3   เริ่มต้นอาชีพ  สนับสนุนเยาวชนผู้ร่วมโครงการ นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากการฝึกปฏิบัติ และปฏิบัติจริงในฟาร์มในระยะเวลา  2 ปี มาเริ่มต้นประกอบอาชีพของตนเอง  กรณีที่ผู้ร่วมโครงการไม่มีที่ดินของตนเอง  ฟ้าประทาน ฟาร์มจะจัดหาพื้นที่ให้        ตามความเหมาะสมกับกิจกรรมที่ผู้ร่วมโครงการเลือกเพื่อให้สามารถเริ่มต้นประกอบอาชีพได้รวมทั้งหาตลาดให้กับผลผลิต  (หรือรับซื้อผลผลิตที่ได้มาตรฐานตามที่กำหนด) ที่ได้จากการดำเนินการของผู้ร่วมโครงการและมูลนิธิส่งเสริมยุวเกษตรกรไทยฯ จะสนับสนุนเงินลงทุนสำหรับ ปัจจัยการผลิตที่จำเป็นในการเริ่มต้นประกอบอาชีพ

โครงการ New Gen Farmer เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 เยาวชนผู้ร่วมโครงการประกอบด้วย นายชณัชภูมิ  หาญพุฒ  อายุ  25 ปี จบปริญญาตรี  นางสาวธัญญารัตน์  หาญชนะ  อายุ 24 ปี    จบปริญญาตรี  นางสาวอภิชญา  กิริวรรณ  อายุ  28 ปี  จบปริญญาตรี  นายสมชาย  โพธิ์ย้อย   อายุ 23  ปี   จบมัธยมศึกษาปีที่ 6  นางสาวขนิษฐา  นาคขุนทด  อายุ  23 ปี  จบมัธยมศึกษาปีที่ 6 นายอานนท์   ทวีนันท์  อายุ   23   ปี จบมัธยมศึกษาปีที่ 3  และ  นายกฤษณะ  อำพานทอง   อายุ   19  ปี  จบมัธยมศึกษาปีที่ 3

การเรียนรู้และฝึกปฏิบัติจริงในแปลงของเยาวชนที่ร่วมโครงการในปีแรก  นอกจากการฝึกปฏิบัติตามแปลงพืชต่าง ๆ แล้ว  ฟ้าประทานฟาร์มยังมีกิจกรรมที่ให้เยาวชนทุกคนร่วมกันทำเป็นกิจกรรมหลัก คือ การปลูกเมล่อน  โดยฟ้าประทานฟาร์มลงทุนสร้างโรงเรือนระบบปิดขนาดใหญ่ (ปลูกเมล่อนได้ประมาณ 1,000 ต้น) เริ่มให้เยาวชนผู้ร่วมโครงการร่วมกันทำงานตั้งแต่ขั้นตอนแรก  จนถึงขั้นตอนสุดท้ายคือจำหน่ายผลผลิตให้กับผู้บริโภค ซึ่งทั้ง 7 คนได้เริ่มทำงานในโรงเรือนปลูกเมล่อนมาตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2563 และเริ่มเก็บผลผลิตจำหน่ายเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2563  มีการบันทึกขั้นตอนการปฏิบัติงานต่างๆ ไว้  อย่างง่าย ๆ  จึงขอนำมาเสนอไว้ในข่าวสารสมาคมพืชสวน ฉบับนี้

1.การบ่มเมล็ดพันธุ์ (ดำเนินการในวันที่ 9 มกราคม 2563)

เตรียมเมล็ดพันธุ์เมล่อนจำนวน 1,200  เมล็ด  โดยจำนวนที่ต้องการปลูกจริงประมาณ 1,000 ต้นต่อฤดูปลูก  ส่วนที่เกิน 200 เมล็ด ไว้สำรองกรณีเมล็ดไม่งอก  จากนั้นเตรียมภาชนะสำหรับแช่เมล็ดพันธุ์ และเตรียมน้ำอุ่น อุณหภูมิ 40-50 องศาเซลเซียส  หรือสามารถจุ่มมือลงไปในน้ำได้  นำเมล็ดพันธุ์  1,200  เมล็ดที่เตรียมไว้  ใส่ลงในภาชนะที่เตรียมน้ำอุ่นไว้แล้ว  คนให้เมล็ดพันธุ์โดนน้ำให้ทั่ว  แช่เมล็ดไว้  2  ชั่วโมง

จากนั้นจะทำการบ่มเมล็ดพันธุ์ โดยแยกเมล็ดออกจากน้ำ  ด้วยการใช้ผ้าขาวบางกรองเมล็ดออกจากน้ำ  วางกระดาษทิชชู  3  ชั้นลงในถุงที่จะใช้บ่มเมล็ด  ฉีดสเปรย์น้ำลงบนกระดาษทิชชูให้ทั่ว เพื่อให้มีความชื้น  วางเมล็ดพันธุ์ลงบนกระดาษทิชชูที่สเปรย์น้ำไว้แล้ว  และเกลี่ยเมล็ด  โดยไม่ให้เมล็ดซ้อนทับกัน หรือ กองรวมกัน  ใช้กระดาษทิชชูปิดทับด้านบนเมล็ดพันธุ์ที่วางไว้อีก  1  ชั้นและสเปรย์น้ำอีก 1 รอบ จากนั้นมัดปากถุงให้แน่น  แล้วนำไปใส่ในกล่องโฟม   นำกล่องโฟมที่ใส่เมล็ดบ่มไว้วางตากแดด 2 ช่วงเวลา  ช่วงแรกเวลา 11.00 น. และช่วงที่ 2  เวลา 16.00  น.

2.เพาะกล้า  (ดำเนินการในวันที่ 10  มกราคม  2563)

นำฟองน้ำสำหรับเพาะเมล็ดแช่น้ำ  เพื่อให้ฟองน้ำอุ้มน้ำ หรือฉ่ำน้ำ  เปิดถุงเมล็ดพันธุ์ที่บ่มไว้  โดยเลือกเมล็ดที่ปากเมล็ดเริ่มอ้าหรืองอกแล้ว  มาใส่ในฟองน้ำ ให้ด้านที่มีรากงอกออกมาใส่ลงฟองน้ำ แถวเว้นแถว  เสร็จแล้วนำฟองน้ำที่ใส่เมล็ดแล้ว  ใส่ในกล่องโฟม  โดยเติมน้ำให้อยู่ระดับครึ่งหนึ่งของความสูงของฟองน้ำ เติมน้ำทุกวัน  วันละ 2 รอบ  เช้าและบ่าย  เพื่อให้ฟองน้ำฉ่ำน้ำตลอดเวลา  หลังจากนั้น 3-5  วันต้นกล้าจะเริ่มมีใบเลี้ยงแตกออกมา 2 ใบ

3.การลงกล้า (ดำเนินการในวันที่ 20 มกราคม 2563)

นำต้นกล้าที่เพาะไว้ลงในถ้วยปลูกขนาด 1 นิ้ว  โดยให้ฟองน้ำพยุงต้นกล้า 2 ก้อนต่อ 1 ต้น เพื่อไม่ให้ต้นกล้าเคลื่อนที่  ใส่ฟองน้ำลงไปให้ห่างจากก้นถ้วยประมาณ 1 เซนติเมตร  ค่อย ๆ เขี่ยรากให้ออกมาทางก้นถ้วยปลูก  อย่าให้ฟองน้ำสัมผัสกับน้ำในรางปลูก  ให้รากต้นกล้าเท่านั้นที่ถูกน้ำ

หลังจากลงกล้าเสร็จแล้ว  ทำการใส่ปุ๋ย AB  ลงในถังน้ำ  โดยค่อย ๆ เพิ่มความเข้มข้นขึ้น  จากวันที่ 1 ใส่ปุ๋ย AB ที่ความเข้มข้น 0.3 EC  วันที่ 2 และวันที่ 3  ความเข้มข้น 0.5 EC  วันที่ 4 และวันที่ 5  ความเข้มข้น  1.0  EC  วันที่ 6  ความเข้มข้น  1.2  EC  และใส่ปุ๋ยที่ความเข้มข้นนี้ไปจนผสมเกสร

การวัดค่า EC  ให้ใช้เครื่องวัด EC วัดค่าของน้ำก่อน โดยยึดค่า EC   ของน้ำที่วัดครั้งแรกเป็นค่าเริ่มต้นทุกครั้งในการใส่ปุ๋ยแต่ละรอบ  โดยบวกค่า EC ที่ต้องการใส่เพิ่มจากค่า EC เริ่มต้น  เช่น วัดค่า EC ของน้ำได้ 0.5  ต้องการเติมปุ๋ย AB ความเข้นข้น 1.0  ดังนั้นต้องเติมปุ๋ย AB ลงในน้ำให้ได้ค่า EC 1.5  ทั้งนี้ หลักการเติมปุ๋ย AB ต้องตวงปุ๋ย A และ B ในปริมาณที่เท่ากันทุกครั้ง  โดยใส่ไปเรื่อย ๆ จนได้ค่าที่ต้องการ  ถ้าค่า EC ไม่ถึงให้ใส่ปุ๋ยเพิ่ม  ถ้าค่า EC  เกินให้เติมน้ำ

สูตรการผสมปุ๋ย AB  ประกอบด้วย   ปุ๋ย A   มีส่วนผสม  ปุ๋ย 15-0-0 จำนวน  6  กิโลกรัม  ลิปเฟอร์ เอสพี (ธาตุเหล็ก) 150  กรัม  และน้ำ  50  ลิตร    ปุ๋ย B  มีส่วนผสม  ปุ๋ย 13-0-46  จำนวน 3.5  กิโลกรัม  ปุ๋ย  12-16-0  จำนวน 1.2  กิโลกรัม  แมกนีเซียม  1.3  กิโลกรัม  นิคสเปรย์  300  กรัม  และ  น้ำ  50  ลิตร  ทั้งนี้  ปุ๋ย 13-0-46  เป็นปุ๋ยสร้างเนื้อ บำรุงผล  ปุ๋ย 12-61-0  เป็นปุ๋ยบำรุงดอก  นิคสเปรย์  เป็นธาตุอาหารเสริม  ลิปเฟอร์ เอสพี (ธาตุเหล็ก)  ช่วยในการสังเคราะห์แสง  กระตุ้นการหายใจ  และปรุงอาหารให้พืช  และปุ๋ย 15-0-0  ช่วยสร้างผนังและสะสมอาหารในการสร้างผนังของผล และช่วยในการเจริญเติบโต

4.การแขวนเชือก (ดำเนินการในวันที่ 2  กุมภาพันธ์ 2563)

ในเมล่อนแต่ละต้น  จะมีเชือก  2  เส้นขนาดความยาว 2.20  เมตร โดยดึงจากสลิงด้านบนของโรงเรือนลงมาชิดกับขอบรางเมล่อน

5.แต่งแขนง (ดำเนินการในวันที่ 6  กุมภาพันธ์ 2563)

ให้เด็ดแขนงบนต้นเมล่อนครั้งแรกหลังลงปลูก 18  วัน  โดยการใช้ไม้ปลายแหลมค่อย ๆ เขี่ยแขนงออกจากข้อใบให้หมดทุกใบ  ควรทำในตอนเช้าเพื่อให้แผลได้รับแสงแดดในตอนกลางวัน  ซึ่งจะทำให้แผลแห้งเร็ว  ลดโอกาสการเกิดเชื้อรา  และการไว้แขนงเพื่อผสมดอก ควรไว้แขนงข้อที่ 10-12  โดยการเด็ดแขนงข้อที่ 1-8  และข้อที่ 13  เป็นต้นไปทิ้ง

6.พันยอด (ดำเนินการในวันที่ 13  กุมภาพันธ์ 2563)

การพันยอดเมล่อนครั้งแรก  หลังจากลงปลูกได้ 25  วัน  การขึงเชือกตั้งตรงจากกระถางถึงคานสลิง  เพื่อพันยอดเมล่อนขึ้นไปกับเชือก  โดยให้เชือกพันกับลำต้นเมล่อนบริเวณใต้ก้านใบในทิศทางตามเข็มนาฬิกา  และทำการผสมปุ๋ยรอบที่ 2

7.เด็ดใบจริงคู่ล่าง  (ดำเนินการในวันที่ 16  กุมภาพันธ์ 2563)

แต่งใบเมล่อนโดยเด็ดใบจริง  2  ใบล่างออก  เพื่อกำจัดใบที่ไม่ถูกแสง  ซึ่งไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้  เป็นการลดการแย่งสารอาหาร  ช่วยให้ยอดสามารถเจริญเติบโตได้เร็วขึ้น

8.ฉีดพ่นฮอร์โมนบำรุงต้น  ( สัปดาห์ละครั้ง)

การฉีดพ่นฮอร์โมนบำรุงต้นใช้อัตราส่วนตามคำแนะนำในฉลาก  (ใช้ในปริมาณที่น้อยที่สุด)  ประกอบด้วย  นิคสเปรย์  กรดอะมิโน  สารจับใบ  บอมส์ (ยาต้านไวรัส)  และบิวเวอเรีย (เชื้อรากำจัดแมลง)

9.ผสมเกสร  (ดำเนินการในวันที่ 26-29 กุมภาพันธ์ 2563)

นำเกสรตัวผู้ซึ่งอยู่ที่ดอกบริเวณโคนใบของเมล่อน  โดยฉีกกลีบดอกออก  แล้วจึงนำส่วนที่เป็นเกสรแตะเบาๆ ที่เกสรตัวเมียซึ่งเป็นดอกที่อยู่บริเวณแขนงของเมล่อน  อัตราส่วนเกสรตัวผู้ 2 ดอก  ต่อเกสรตัวเมีย  1  ดอก

10.คัดผล  (ดำเนินการในวันที่ 3  มีนาคม  2563)

หลังจากผสมเกสรได้ 1  วัน เกสรตัวเมียจะเริ่มตั้งท้อง  และอีก 2-3  วันจะเห็นผลเมล่อนรูปไข่  ใน  1  ต้นจะได้เมล่อน 3-4 ผล ตามที่กำหนดแขนงไว้  ให้คัดเลือกผลที่สมบูรณ์ที่สุดไว้เพียงต้นละ 1 ผล  โดยพิจารณาจากลักษณะ  ผิวเรียบสวย  ทรงรูปไข่  ก้นผลไม่ฉีก หรือบานออก

11.เด็ดยอด  (ดำเนินการในวันที่ 7  มีนาคม  2563)

หลังจากคัดผลในแต่ละต้นเสร็จแล้ว  จะทำการเด็ดยอดเมล่อน  โดยคงเหลือระยะความยาวของต้นไว้ 2 เมตร  ส่วนที่เหลือให้เด็ดยอดทิ้ง  การเด็ดยอดต้องไม่ใช้เครื่องมือต่าง ๆ ในการตัดยอด  ให้ใช้มือเด็ดยอดเท่านั้นเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการเกิดโรค

12.แขวนผล  (ดำเนินการในวันที่  10  มีนาคม 2563)

หลังจากคัดผลและเด็ดยอดเมล่อนแล้ว  จะทำการแขวนผล  เริ่มจากแขวนเชือกที่เตรียมไว้  ยึดเชือกกับสลิงด้านบน  หย่อนเชือกลงมาให้อยู่ด้านเดียวกันกับผลเมล่อน  ใช้มืออุ้มผลเมล่อนอย่างเบามือ  ให้ตั้งเป็นแนวเสมอกับแขนง  จากนั้นใช้เชือกสอดทำบ่วงแขวนขั้วผลให้มีลักษณะเป็นตัว T และมัดปมเป็นเงื่อนกระตุกสูงขึ้นมาจากผลประมาณ 15  เซนติเมตร

13.เช็ดผล  (ดำเนินการในวันที่ 14  มีนาคม 2563)

ในการเช็ดผลเมล่อนจะต้องสัมผัสผลด้วยความระมัดระวังและเบามือที่สุด  โดยนำผ้าแห้งสะอาดมาลูบผลเมล่อนให้ทั่ว  ซึ่งจะมีสะเก็ดขาว ๆ ร่วงออกมา   การเช็ดผลเมล่อนเพื่อทำให้ลายของเมล่อนหลุดออกและเกิดการซ่อมแซม  จะทำให้ลายหนานูนขึ้นมาสวยงาม

14.แต่งใบ (ดำเนินการในวันที่ 19  มีนาคม  2563)

ให้เด็ดใบเมล่อนด้วยมือ  เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่กระจายของโรคต่าง ๆ โดยการเด็ดใบข้อมที่ 1  ขึ้นมาเสมอผล   การแต่งใบเพื่อให้ต้นโปร่ง  อากาศถ่ายเทได้ดี  และให้แดดส่องถึงโคนต้น  เป็นการลดอัตราการเกิดโรครากเน่า โคนเน่า

15.เก็บเกี่ยว (ดำเนินการในวันที่ 10  เมษายน  2563)

ก่อนเก็บเกี่ยว  10  วัน จะทำความหวานให้ผลเมล่อน  โดยให้ปุ๋ย 0-0-50  จำนวน 5  กิโลกรัม  ผสมน้ำ  50  ลิตร  วัดค่า EC ของปุ๋ยให้มีความเข้มข้นที่ 2.2  EC  และให้คงที่ที่ระดับนี้เสมอตลอดระยะเวลา 10 วัน

การเก็บเกี่ยว  ให้เลือกตัดผลเมล่อนเป็นรุ่น ๆ  (ตามที่ผสมเกสร และผูกเชือกต่างสีทำสัญลักษณ์ไว้) นำผลเมล่อนที่ตัดแล้วใส่ในตะกร้าเพื่อขนย้ายไปที่โรงคัดบรรจุ  แต่งผลเมล่อนโดยการตัดก้านซ้าย-ขวา  ไว้ความยาวทั้ง 2 ด้านให้เท่ากันประมาณ 5-10  เซนติเมตร  จากนั้นนำผ้าแห้งสะอาด  เช็ดผิวเมล่อนอย่างเบามือให้สะอาด  ชั่งน้ำหนักแต่ละผล  เพื่อเก็บตัวเลขผลผลิต  นำตาข่ายโฟมห่อหุ้มผล และแขวนป้ายสินค้า  จัดเรียงผลเมล่อนที่สวมตาข่ายโฟมและแขวนป้ายสินค้าแล้วลงตะกร้าเพื่อรอการขนส่งไปจำหน่าย

16.การจำหน่าย

ผลผลิตเมล่อนส่วนหนึ่ง  ฟ้าประทานฟาร์มจัดจำหน่าย  อีกส่วนหนึ่ง สมาชิกโครงการ New Gen  Farmer  ได้จัดจำหน่ายทางออนไลน์ผ่าน Facebook : New Gen Farmer  โดยที่ป้ายสินค้าที่แขวนกับขั้วเมล่อนจะมี QR Code  ให้ลูกค้าสแกนข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ New Gen Farmer  และที่มาของสินค้า พร้อมทั้งข้อความ  “เมล่อนปลอดภัย  ผลิตในโรงเรือนระบบปิด  ใส่ใจการดูแลทุกขั้นตอนเพื่อคัดสรรคุณภาพสู่มือคุณ”  ผลิตโดย  “New  Gen Farmer” (ฟ้าประทานฟาร์ม  วังน้ำเขียว) ของมูลนิธิส่งเสริมยุวเกษตรกรไทยในพระราชูปถัมภ์  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

พร้อมทั้งมีภาพโฆษณา ข้อความว่า “เมล่อนพันธุ์บารมี  น้ำหนักผลละ1.2-1.5  กิโลกรัม  ความหวาน 14-15 Brix ราคาเพียงกิโลกรัมละ 100  บาท (ค่าขนส่งตามระยะทาง)  โดยกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่  โครงการ New Gen Farmer  ภายใต้มูลนิธิส่งเสริมยุวเกษตรกรไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  สนใจติดต่อ โทร. 09 3328 5473”

THAI YOUNG FARMER

มูลนิธิส่งเสริมยุวเกษตรกรไทยในพระราชูปถัมภ์
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

2143/1 กรมส่งเสริมการเกษตร (ชั้น 3)
ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร
กรุงเทพฯ 10900

Contact

Tel. 091-120-4757 คุณสาธิดา อาจคำพันธุ์

Follow Us

Subscribe

Enter your email and we’ll send you latest information and plans.